Author Archives: nobel23

ประเภทน้ำยาที่ใช้กับแอร์บ้านมีกี่ชนิด

ประเภทน้ำยาที่ใช้กับแอร์บ้านมีกี่ชนิด น้ำยาเป็นตัวกลางในการทำความเย็น ขณะที่น้ำยาในระบบภายในอีวาพอเรเตอร์เดือดเปลี่ยนสถานะเป็นไอที่อุณหภูมิและความดันต่ำจะต้องการความร้อนแฝง ดูดรับปริมาณความร้อนจากอากาศภายในห้องโดยรอบอีวาพอเรเตอร์ ปริมาณความร้อนจำนวนนี้จะถูกระบายทิ้งภายนอกห้องที่คอนแดนเซอร์  เพื่อให้น้ำยากลั่นตัวเป็นของเหลวอีกครั้งหนึ่ง 1. น้ำยาแอร์ R22 น้ำยาแอร์หรือที่เรียกว่าสารทำความเย็น ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบันสำหรับแอร์บ้านทั่วไป เป็นสารจำพวก CFCs (Chloro Fluoro Carbons) ซึ่งมีคุณสมบัติคือ ไม่มีพิษ ไม่มีกลิ่น และความถ่วงจำเพาะของสารในสถานะก๊าซจะหนักกว่าอากาศโดยที่สารเหล่านี้จะมีจุดเดือดที่ต่ำกว่า สารทั่วไป จึงถูกนำมาใช้ในการทำความเย็น โดยที่สารทำความเย็นที่มีจุดเดือดต่ำจะถูกใช้ในการทำความเย็นที่อุณหภูมิต่ำ และสารทำความเย็นที่มีจุดเดือดสูงจะถูกใช้ในทำความเย็นที่อุณหภูมิสูง ขึ้นอยู่กับวัตถูประสงค์ของการใช้งาน สำหรับชนิดที่นิยมใช้กันมากที่สุดสำหรับแอร์บ้านก็คือ R-22 (Freon-22) โดยมีจุดเดือดอยู่ที่ -40.B ‘C 2.น้ำยาแอร์ R32 เป็นสารทำความเย็นที่ถูกพัฒนามาเพื่อทดแทนชนิด R22 โดยมีข้อดีที่มีค่า ODP ที่ต่ำกว่าสารทำความเย็นชนิด R22 จึงทำให้ไม่ทำลายโอโซนในชั้นบรรยากาศแต่ข้อเสียก็คือราคาจะแพงกว่าสารทำความเย็นชนิด R22 และถึงแม้ว่าจะไม่ทำลายชั้นโอโซนแต่ก็ยังส่งผลต่อภาวะเรือนกระจกอยู่ซึ่งมีค่า ODP (ดัชนีวัดการทำลายโอโซน) = 0 ค่า, GWP(ดัชนีชี้วัดผลกระทบภาวะโลกร้อน) = 675 และมีค่า Cooling Capacity(ประสิทธิภาพการทำความเย็น) = 160

สาเหตุที่ทำให้น้ำยาแอร์รั่ว

สาเหตุที่ทำให้น้ำยาแอร์รั่ว               ในช่วงหน้าร้อน เครื่องปรับอากาศหรือที่เราเรียกกันว่า “แอร์” มักจะเป็นที่นิยมอย่างมากในประเทศไทย การใช้งานเครื่องปรับอากาศอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องเป็นเวลานาน ย่อมทำให้ตัวเครื่องใช้งานอย่างหนัก ซึ่งปัญหาที่หลายๆบ้านมักจะเจอกันคือปัญหาน้ำยาแอร์รั่ว น้ำยาแอร์ปกติแล้วจะไม่ได้หมดง่ายๆ นอกเสียจากเกิดการรั่วไหลของน้ำยาแอร์ และสาเหตุที่ทำให้เกิดน้ำยาแอร์รั่วมีหลายสาเหตุด้วยกันดังนี้               สาเหตุที่ทำให้น้ำยาแอร์รั่ว แอร์เก่าใช้งานมานาน อายุการใช้งานของแอร์ก็มีผลที่ทำให้น้ำยาแอร์เกิดอาการรั่วซึมได้ หากเป็นแอร์เก่าที่มีการใช้งานมาหลายปีแล้ว ภายในตัวเครื่องก็จะมีสภาพเสื่อมได้ ตามอายุการใช้งาน ทำให้อุปกรณ์พวกท่อส่งน้ำยา ข้อต่อ เกิดการรั่วไหล ทำให้น้ำยาแอร์ไหลซึมออกมาได้ การรั่วซึมของท่อเติมน้ำยาแอร์ การรั่วซึมตรงท่อเติมน้ำยาแอร์เกิดได้จากหลายสาเหตุ ส่วนมากมักมีสาเหตุมาจากเดือยท่อตรงท่อเติมน้ำยาแอร์เคลื่อนตัวจากการต่อไม่แน่นพอ การสั่นสะเทือนของคอมเพรสเซอร์ที่ไปเสียดสีกับตัวโครงจนทำให้เกิดรอยรั่ว หรืออาจจะเกิดจากรูรั่วบริเวณที่มีการเชื่อม ติดตั้งแอร์ไม่ได้มาตรฐาน สิ่งที่หลายๆคนอาจคาดไม่ถึงและไม่คิดว่าจะส่งผลกระทบต่อเรื่องน้ำยาแอร์ก็คือ การติดตั้งที่ไม่ได้มาตรฐาน การเชื่อมท่อน้ำยาแบบผิด และขาดความเชี่ยวชาญของผู้ติดตั้ง การติดตั้งแอร์ที่ไม่ได้มาตรฐานนอกจากจะทำให้เกิดปัญหาน้ำยาแอร์รั่วซึมได้แล้ว ยังเป็นต้นเหตุของปัญหาอื่นๆตามมาอีกด้วย และทำให้ส่งผลเสียถึงขั้นแอร์เสียก็เป็นได้ เพราะฉะนั้นในขั้นตอนการติดตั้งแอร์ควรเลือกช่างที่มีประสิทธิภาพที่ไว้ใจได้ และเป็นมืออาชีพในด้านเครื่องปรับอากาศโดยเฉพาะ               วิธีการตรวจเช็คน้ำยาแอร์รั่ว แอร์ไม่มีลมเย็น ให้สังเกตดูว่าแอร์ที่บ้าน เวลาเปิดใช้งานแล้วมีความเย็นออกมาหรือไม่ โดยอันดับแรกหากทำการเปิดแอร์แล้ว ไม่มีลมเย็นออกมาให้ทำการตรวจเช็คการตั้งค่าบนรีโมทก่อนว่าอยู่ในโหมดใด ซึ่งถ้าหากต้องการให้แอร์ปล่อยลมเย็นให้ตั้งค่าไปที่โหมด COOL หากตรวจสอบรีโมทแอร์แล้วว่าอยู่ในโหมด COOL เรียบร้อยแล้ว แต่ก็ยังไม่มีลมเย็นออกมาเลย แสดงว่าแอร์อาจเกิดปัญหาน้ำยาแอร์รั่วก็เป็นไปได้ เกิดน้ำแข็งเกาะที่ท่อน้ำยาแอร์ หากแอร์มีน้ำหยดหรือลมแอร์ไม่ออกให้ทำการถอดหน้ากากแอร์ดู  อาจจะพบว่าบริเวณด้านในตัวเครื่องมีน้ำแข็งเกาะอยู่

สัญญาณเตือน เมื่อน้ำยาแอร์รถยนต์ขาด

สัญญาณเตือน เมื่อน้ำยาแอร์รถยนต์ขาด สภาพอากาศเมืองไทยที่ร้อนจัด เมื่อเราต้องเจอกับปัญหาแอร์รถยนต์ที่ไม่เย็น สิ่งนี้เป็นสิ่งที่คนใช้รถยนต์ไม่อยากเจอ เพราะการต้องขับรถยนต์ฝ่าการจราจรที่ติดขัด โดยระบบปรับอากาศรถยนต์ไม่สมบูรณ์คงไม่ใช่เรื่องที่ดีเป็นแน่ และหากแอร์รถยนต์มีกลิ่นอับ ลมแอร์เบากว่าปกติ หรือเริ่มมีน้ำหยดลงพื้นห้องโดยสาร อาการเหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า น้ำยาแอร์รถยนต์ขาด ซึ่งเป็นตัวการที่ทำให้ห้องโดยสารของเราไม่เย็นนั่นเอง เราจึงควรว่า สัญญาณเตือนเมื่อน้ำยาแอร์รถยนต์ขาดมีอะไรบ้าง ดังต่อไปนี้ สัญญาณเตือนเมื่อน้ำยแอร์รถยนต์ขาด 1.แอร์รถยนต์ไม่เย็น               -อาการที่พบได้บ่อยที่สุดคือ แอร์ไม่เย็นหรือเย็นน้อยลงกว่าปกติ               -สังเกตได้ว่า แอร์ไม่สามารถทำความเย็นภายในห้องโดยสารให้เย็นฉ่ำเหมือนเคย               -แม้จะเร่งพัดลมแอร์แล้ว อุณหภูมิภายในรถยนต์ก็ยังไม่เย็นลง 2.ลมจากแอร์มีกลิ่นเหม็นอับ               -น้ำยาแอร์มีหน้าที่หล่อลื่นคอมเพรสเซอร์แอร์               -เมื่อน้ำยาแอร์ขาด คอมเพรสเซอร์แอร์จะทำงานหนักขึ้น               -เกิดความร้อนสูง และอาจจะทำให้เกิดกลิ่นเหม็นอับจากช่องแอร์รถยนต์ 3.คอมเพรสเซอร์แอร์ทำงานติดๆ ดับๆ               -เมื่อน้ำยาแอร์ขาด คอมเพรสเซอร์แอร์จะทำงานหนัก               -เซ็นเซอร์แรงดันในระบบจะตัดการทำงาน               -ทำให้คอมเพรสเซอร์แอร์ทำงานติดๆ ดับๆ 4.เสียงดังจากคอมเพรสเซอร์แอร์               -คอมเพรสเซอร์แอร์จะทำงานหนักขึ้น               -เกิดเสียงดังผิดปกติ               -เสียงคล้ายเหล็กกระทบกัน 5.น้ำแข็งเกาะที่ท่อแอร์              

มาทำความรู้จัก น้ำยาแอร์ R290

มาทำความรู้จัก น้ำยาแอร์ R290 น้ำยาแอร์ R290 เป็นสารทำความเย็นธรรมชาติ ที่มีแนวโน้มการนำมาใช้งานเพิ่มมากขึ้น เพื่อใช้เป็น น้ำยาแอร์ ในอุตสาหกรรม การผลิตเครื่องปรับอากาศ และ ตู้แช่เย็นเชิงพาณิชย์ โดยน้ำยาแอร์ชนิดนี้ จัดเป็นก๊าซประเภท ไฮโดรคาร์บอน (Hydrocarbon) ที่มีความบริสุทธิ์สูง จัดเป็นน้ำยาแอร์ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งมีศักยภาพในการทำให้เกิดภาวะโลกร้อน (Global Warming Potential : GWP) ต่ำ นอกจากนี้ ยังไม่ทำลายโอโซน ในชั้นบรรยากาศ (Ozone Depletion Potential : ODP) จึงเป็นน้ำยาแอร์ทางเลือก ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มากกว่าน้ำยาแอร์ ประเภท คลอโรฟลูออโรคาร์บอน (CFCs) และ ไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน (HFCs) การนำไปใช้งาน น้ำยาแอร์ R290 โดยส่วนใหญ่จะถูกนำมาใช้ เป็นสารทำความเย็น ในระบบทำความเย็น เช่น ในเครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น และ ตู้แช่เย็นเชิงพาณิชย์ นอกจากนี้

ประเภทน้ำยาที่ใช้กับแอร์บ้านมีกี่ชนิด

ประเภทน้ำยาที่ใช้กับแอร์บ้านมีกี่ชนิด น้ำยาเป็นตัวกลางในการทำความเย็น ขณะที่น้ำยาในระบบภายในอีวาพอเรเตอร์เดือดเปลี่ยนสถานะเป็นไอที่อุณหภูมิและความดันต่ำจะต้องการความร้อนแฝง ดูดรับปริมาณความร้อนจากอากาศภายในห้องโดยรอบอีวาพอเรเตอร์ ปริมาณความร้อนจำนวนนี้จะถูกระบายทิ้งภายนอกห้องที่คอนแดนเซอร์  เพื่อให้น้ำยากลั่นตัวเป็นของเหลวอีกครั้งหนึ่ง 1. น้ำยาแอร์ R22 น้ำยาแอร์หรือที่เรียกว่าสารทำความเย็น ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบันสำหรับแอร์บ้านทั่วไป เป็นสารจำพวก CFCs (Chloro Fluoro Carbons) ซึ่งมีคุณสมบัติคือ ไม่มีพิษ ไม่มีกลิ่น และความถ่วงจำเพาะของสารในสถานะก๊าซจะหนักกว่าอากาศโดยที่สารเหล่านี้จะมีจุดเดือดที่ต่ำกว่า สารทั่วไป จึงถูกนำมาใช้ในการทำความเย็น โดยที่สารทำความเย็นที่มีจุดเดือดต่ำจะถูกใช้ในการทำความเย็นที่อุณหภูมิต่ำ และสารทำความเย็นที่มีจุดเดือดสูงจะถูกใช้ในทำความเย็นที่อุณหภูมิสูง ขึ้นอยู่กับวัตถูประสงค์ของการใช้งาน สำหรับชนิดที่นิยมใช้กันมากที่สุดสำหรับแอร์บ้านก็คือ R-22 (Freon-22) โดยมีจุดเดือดอยู่ที่ -40.B ‘C 2.น้ำยาแอร์ R32 เป็นสารทำความเย็นที่ถูกพัฒนามาเพื่อทดแทนชนิด R22 โดยมีข้อดีที่มีค่า ODP ที่ต่ำกว่าสารทำความเย็นชนิด R22 จึงทำให้ไม่ทำลายโอโซนในชั้นบรรยากาศแต่ข้อเสียก็คือราคาจะแพงกว่าสารทำความเย็นชนิด R22 และถึงแม้ว่าจะไม่ทำลายชั้นโอโซนแต่ก็ยังส่งผลต่อภาวะเรือนกระจกอยู่ซึ่งมีค่า ODP (ดัชนีวัดการทำลายโอโซน) = 0 ค่า, GWP(ดัชนีชี้วัดผลกระทบภาวะโลกร้อน) = 675 และมีค่า Cooling Capacity(ประสิทธิภาพการทำความเย็น) = 160 3.น้ำยาแอร์ R410A เป็นสารทำความเย็น รุ่นใหม่ล่าสุด

ข้อควรรู้ รถยนต์ของเราใช้น้ำยาแอร์ตัวไหนกัน

ข้อควรรู้ รถยนต์ของเราใช้น้ำยาแอร์ตัวไหนกัน               ในปัจจุบัน การใช้รถยนต์เป็นปัจจัยอีกอย่างที่คนทั่วไปใช้กันในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะมองไปทางไหนบนท้องถนนก็จะเห็นแต่รถยนต์ ซึ่งทุกวันนี้เพิ่มขึ้นมากจากสมัยก่อน จะมีสักกี่คนที่จะรู้เรื่องเกี่ยวกับน้ำยาแอร์รถยนต์ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันว่า เราใช้ตัวไหนกัน และแต่ละน้ำยาแอร์มีประโยชน์หรือคุณสมบัติอะไรบ้าง ซึ่งน้อยคนที่จะรู้ สำหรับผู้ที่ใช้รถยนต์ บทความนี้จะบอกข้อควรรู้ เกี่ยวกับรถยนต์ของเราใช้น้ำยาแอร์ตัวไหน เพื่อเป็นความรู้สำหรับผู้อ่านในอนาคตได้บ้าง               หากเป็นรถยนต์ เดิม ๆ มือ 1 ออกจากศูนย์ ไม่เคยดัดแปลงระบบแอร์ ให้สังเกตง่ายๆเลย หากเป็นรถยนต์ ที่ผลิตก่อนปี 1996 มั่นใจได้เลยว่า ใช้น้ำยาแอร์ R12 แต่หากเป็นรถยนต์ที่ผลิดตั้งแต่ปี 1996 – ปัจจุบัน ส่วนมากจะเป็น น้ำยา R134a ตัวอย่างน้ำยาแอร์ที่ใช้ในรถยนต์ ดังนี้ R134a เป็นน้ำยาแอร์ที่ใช้ในรถยนต์ทั่วไป ผลิตก่อน ปี 2017 R1234yf เป็นน้ำยาแอร์ที่ใช้ในรถยนต์รุ่นใหม่ ผลิตหลังปี 2017 R290 เป็นน้ำยาแอร์ธรรมชาติ ที่เริ่มมีการใช้ในรถยนต์บางรุ่น วิธีตรวจสอบว่ารถยนต์ใช้น้ำยาแอร์อะไร 1.ดูจากคู่มือรถยนต์ ในคู่มือจะระบุประเภทของน้ำยาแอร์ที่ใช้ 2.ดูรุ่นและปีของรถยนต์

การจัดเก็บสารทำความเย็น

การจัดเก็บสารทำความเย็น ประเทศไทยเป็นประเทศเมืองร้อน ที่มีอุณหภูมิสูง  ยิ่งช่วงฤดูร้อนที่มอุณหภูมิสูงแตะ 40°C ในปี 2567 นี้ การจัดเก็บถังสารทำความเย็นอย่างปลอดภัย ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากแสงแดด และอากาศร้อน สามารถสร้างความเสียหายให้กับสารทำความเย็นที่จัดเก็บไว้ได้ ซึ่งหมายถึงอาจจะสร้างความเสียหายต่อระบบทำความเย็น ธุรกิจ และบุคลากรอีกด้วย  การจัดเก็บถังสารทำความเย็นต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษเนื่องจากความร้อน ต่อไปนี้คือวิธีเก็บรักษาถังสารทำความเย็นที่ความปลอดภัยและหลีกเลี่ยงอันตรายที่อาจเกิดขึ้น สถานที่จัดเก็บ เก็บถังไว้ในที่เย็นและมีอากาศถ่ายเทได้ดี เพื่อป้องกันการสะสมของก๊าซ หลีกเลี่ยงแสงแดดโดยตรง ตัวการที่ทำให้สารทำความเย็นมีความดันเพิ่มขึ้น เช่น สถานที่ในอาคารที่มีอากาศถ่ายเทสะดวกจะดีที่สุด อุณหภูมิ อุณหภูมิสูงสามารถเพิ่มแรงดันภายในถังน้ำยาได้ ซึ่งทำให้เกิดการรั่วไหลหรือชำรุด โดยทั่วไปแนะนำให้เก็บสารทำความเย็นไว้ที่อุณหภูมิต่ำกว่า 120°F (49°C) เพื่อลดแรงดันที่จะเพิ่มขึ้น การวางถัง ควรวางในตำแหน่งที่ปลอดภัย บนพื้นเรียบ หรือชั้นวางที่เหมาะสมที่ถูกออกแบบมาเพื่อยึดถังสารทำความเย็น และควรวางในลักษณะตั้งตรง ห่างจากทางเข้าประตูหรือทางเดินเพื่อป้องกันการชน กระแทก โดยไม่ตั้งใจ ตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ ทั้งฉลากบนถังที่ชัดเจนด้วยประเภทสารทำความเย็น ตัวถัง วาล์ว ร่องรอยความเสียหายที่จะนำมาซึ่งการรั่วไหล และการกัดกร่อน แม้จะมีการจัดเก็บที่เหมาะสม แต่ผู้ใช้งานควรป้องกันตัวเองด้วยการสวมใส่แว่นตานิรภัย และถุงมือเสมอ เพื่อป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ และมีการฝึกอบรมแก่บุคลากรที่รับผิดชอบ หรือจัดการสารทำความเย็น เพื่อให้ตระหนักถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ และรู้วิธีการจัดการได้อย่างปลอดภัย โดยเฉพาะสารทำความเย็นที่มีคุณสมบัติเป็นพิษ

ทริคการดูแลรถยนต์ในช่วงหน้าร้อนแบบง่ายๆ

ทริคการดูแลรถยนต์ในช่วงหน้าร้อนแบบง่ายๆ ทุกคนคงทราบกันดีอยู่แล้วว่าประเทศไทยนั้นมีอากาศร้อนแทบตลอดทั้งปี ยิ่งถ้าจอดรถยนต์ทิ้งไว้กลางแดดแล้ว ผู้ขับขี่จะพบว่าภายในตัวรถยนต์จะร้อนระอุ รถยนต์ที่ถูกจอดไว้กลางแดดเป็นเวลานาน ก็คงไม่ดีต่อรถยนต์ของคุณแน่ๆ วันนี้เราจึงมารวมทริคการดูแลรถยนต์แบบง่ายๆ เพื่อป้องกันและดูแลรถจากอากาศร้อนแบบมาฝากกัน เรื่องของหม้อน้ำ   ควรตรวจสอบระดับน้ำในหม้อน้ำว่าพร่องหรือน้อยไปหรือไม่ หากใช่ให้หมั่นเติมน้ำสะอาด และถ่ายน้ำในหม้อน้ำทิ้งทุกๆ 4-6 เดือน ถ้าเป็นใหม่ ควรตรวจสอบอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง หากเป็นรถยนต์ที่มีอายุการใช้งานเกิน 5 ปี ควรตรวจสอบ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ ยางรถยนต์และแรงดันลมยาง การเติมลมยางให้เหมาะสม ควรเติมให้มากขึ้นสัก 2-3 ปอนด์ เพื่อช่วยป้องกันการเปิดตัวของแก้มยาง ซึ่งหากปล่อยให้ยางอ่อน ควารร้อนอาจจะทำให้แก้มยาเกิดการบิดตัวมากและร้อนผิดปกติ จนส่งผลให้แรงดันภายในของยางรถสูงขึ้นจนระเบิดได้ การเติมลมยางที่เหมาะสมยังช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงในหน้าร้อนได้ด้วย การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง   การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องตามระยะเวลาที่คู่มือกำหนดไว้นั้นถือเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรละเลยในหน้าร้อน เพราะหากปล่อยให้น้ำมันเครื่องแห้งในหน้าร้อนนั้น อาจจะส่งผลทำให้เครื่องยนต์เสียหายได้และยังทำให้รถยนต์ของคุณกินน้ำมันมากขึ้นอีกด้วย หมั่นขยับส่วนประกอบที่เป็นยาง เนื่องจากความร้อนของอากาศหรือแดด อาจทำให้วัสดุที่เป็นยางละลายจนเหนียวและด้าน  เมื่อถึงเวลาใช้งานจึงฉีกขาดได้ ทางที่ดีอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งหมั่นเปิด-ปิด ให้ขอบยางได้ขยับบ้าง ไม่ว่าจะเป็นที่ปัดน้ำฝน หน้าต่าง ประตูหลัง กระโปรงท้ายรถยนต์ หรือหลังคาซันรูฟ หลีกเลี่ยงการขับเร่งเครื่องและเบรกกะทันหัน เนื่องจากจะทำให้เกิดอันตรายแล้ว การเร่งเครื่องและเบรกรถแบบกระทันหันเมื่อถูกบวกกับสภาพอากาศที่ร้อนระอุ อาจทำให้รถยนต์ของคุณกินน้ำมันเพิ่มขึ้นอีกด้วย

วิธีประหยัดไฟการใช้เครื่องปรับอากาศช่วงหน้าร้อน

วิธีประหยัดไฟการใช้เครื่องปรับอากาศช่วงหน้าร้อน การเปิดเครื่องปรับอากาศในหน้าร้อนทำให้ค่าไฟยิ่งพุ่งกระฉูด แต่ถ้าไม่เปิดก็คงจะอยู่บ้านไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นมาดูวิธีประหยัดไฟ โดยการลดการใช้แอร์แต่อากาศภายในบ้านก็ยังเย็นสบายกันดีกว่าค่ะ 1. เพิ่มอุณหภูมิตอนกลางคืน เพราะในตอนกลางคืนเป็นช่วงที่ไม่มีแสงแดด ฉะนั้นอากาศก็ร้อนน้อยลงกว่าช่วงกลางวันระดับหนึ่ง การปรับอุณหภูมิแอร์เพิ่มขึ้น 1 องศาในช่วงที่คุณนอนหลับหรือก่อนเข้านอนสัก 1-2 ชั่วโมง ก็จะช่วยประหยัดค่าไฟได้ถึง 2. เปิดพัดลมควบคู่ไปด้วย การเปิดพัดลมควบคู่ไปกับการเปิดแอร์นั้นสิ้นเปลืองน้อยกว่าการเปิดแอร์อย่างเดียว โดยการเพิ่มอุณหภูมิแอร์ไปที่ 27-28 องศา แล้วเปิดพัดลมควบคู่ไปด้วย พัดลมก็จะช่วยลดอุณหภูมิลงมาได้อีก 3. ควบคุมชั่วโมงเครื่องปรับอากาศ ในวันที่อากาศร้อนอบอ้าว ปิดแอร์แป๊บเดียวก็กลับมาร้อนเ ดังนั้นคงเป็นไปได้ยากถ้าหากจะให้ควบคุมชั่วโมงเปิดแอร์ตอนกลางวัน ฉะนั้นหากอยากประหยัดค่าไฟแนะนำให้ใช้วิธีนี้ในตอนกลางคืน 4. ใช้เครื่องปรับอากาศเคลื่อนที่ เครื่องปรับอากาศเคลื่อนที่จะทำความเย็นเฉพาะจุดหรือพื้นที่ที่ต้องการ ซึ่งจะต่างจากแอร์ตัวใหญ่ที่มีระบบการทำงานแบบกระจายความเย็นทั้งห้อง ทั้งนี้ยังใช้ไฟน้อยกว่าเครื่องปรับอากาศอีก 5. เปิดพัดลมก่อนเปิดเครื่องปรับอากาศ หากกลับถึงบ้านแล้วเปิดเครื่องปรับอากาศเลย ในขณะที่ยังร้อนอยู่ก็ทำให้เครื่องปรับอากาศกินไฟเพราะทำงานหนักขึ้น ฉะนั้นก่อนจะเปิดควรเปิดพัดลมไล่ลมร้อนออกไปก่อนสักพัก แล้วค่อยเปิดเครื่องปรับอากาศตามทีหลัง 6. ปิดไฟแล้วเปิดม่านแทน นอกจากแสงแดดที่ทำให้เกิดความร้อนในบ้านแล้ว แสงไฟจากหลอดไฟก็มีส่วนที่ทำให้บ้านร้อนเหมือนกัน อีกทั้งยังทำให้เครื่องปรับอากาศทำงานหนักขึ้นด้วย ฉะนั้นในตอนกลางวันแนะนำให้หลีกเลี่ยงการเปิดไฟ แล้วเปลี่ยนไปเปิดหน้าต่างหรือเปิดแค่ผ้าม่านแทน ปิดประตูและหน้าต่างให้สนิท ก่อนเปิดเครื่องปรับอากาศควรจะปิดประตูหน้าต่างในห้องให้สนิท หากตรวจสอบว่าปิดสนิทดีแล้วแต่ค่าไฟยังแพงอยู่ อาจจะเป็นเพราะมีจุดรั่วไหลของตัวเครื่องปรับอากาศของตามช่องใต้ประตูหรือหน้าต่าง ฉะนั้นควรปิดรอยรั่วให้เรียบร้อย ล้างเครื่องปรับอากาศ เมื่อผ่านการใช้งานไปนาน ๆ

แนวโน้มการลดใช้สารทำความเย็น HFCs ในประเทศไทย

แนวโน้มการลดใช้สารทำความเย็น HFCs ในประเทศไทย การเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศ จากการยุติการใช้สาร HFCs ภายใต้พิธีสารมอนทรออลว่าด้วยสาร ทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน  ทำไมจึงต้องมีการลดมลพิษต่อสภาพภูมิอากาศที่มีช่วงชีวิตสั้นและไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน (HFCs) และเมื่อลดได้จะมีศักยภาพช่วยลดการปล่อย รวมทั้งช่วยแก้ปัญหาโลกร้อนได้เพียงใด เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2558 ประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้ตกลงร่วมกันถึงเป้าหมายที่เข้มข้นในการ จำกัดอุณหภูมิของโลกให้อยู่ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส โดยจะพยายามรักษาการเพิ่มของอุณหภูมิไว้ไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้สำเร็จ ประเทศต่างๆจำต้องแสวงหาโอกาสและทุกวิถีทางเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ารจำกัดอุณหภูมิให้ได้ ดังนั้น จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่เราจะต้องเสริมการลดการปล่อยก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ที่เข้มข้นด้วยการดำเนินการอย่างรวดเร็วในการลดมลพิษอื่นๆซึ่งคิดเป็นร้อยละ 40- 45 ของต้นเหตุการเกิดโลกร้อน มลพิษอื่นๆเหล่านี้ ได้แก่ คาร์บอนดำ มีเธน โอโซนในชั้นโทรโปสเฟียร์ และ HFCs ถือเป็น “มลพิษต่อสภาพภูมิอากาศ ที่มีชีวิตสั้น” เนื่องจากช่วงชีวิตในชั้นบรรยากาศของมลพิษเหล่านี้สั้นกว่าของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) หลายปี และช่วงชีวิตที่สั้นนี้ย่อมหมายความว่า การลดการปล่อยสารเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อ การชะลออัตราการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศลง ซึ่งจะช่วยปกป้องชุมชนที่เปราะบางและภูมิภาคที่มีความเสี่ยงสูงจากผลกระทบในระยะสั้น และเพื่อหลีกเลี่ยงการถึงจุดสูงสุดที่จะทำให้เกิดผลกระทบจากโลกร้อนในระยะยาว การยุติการปล่อยสาร HFCs