วอดส์!! ทําไมจู่ๆ R12 ถึงหายไปจากวงการแอร์รถ?

R12

“วอดส์!! ทําไมจู่ๆ R12 ถึงหายไปจากวงการแอร์รถ?”

น้ำยาแอร์ R134A เป็นสารทำความเย็นที่คนในวงการแอร์และรถยนต์คุ้นเคยกันดี เพราะแทบจะเป็นตัวเลือกมาตรฐานมานานหลายสิบปี ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่ามันมาแทนที่ R12 ซึ่งเป็นสารทำความเย็นรุ่นเก่าที่ใช้กันมาตั้งแต่ยุคก่อน โดย R12 นั้นเป็นสารกลุ่ม CFC ที่ทำลายชั้นโอโซนอย่างรุนแรง จึงถูกสั่งห้ามผลิตและเลิกใช้ไปตามพิธีสารมอนทรีออล ส่วน R134A ที่เข้ามาแทนนั้นจัดอยู่ในกลุ่ม HFC (Hydrofluorocarbon) ซึ่งไม่มีคลอรีนเป็นส่วนประกอบ จึงไม่ทำลายโอโซนเลย

📌เจอได้ที่ไหนบ้าง

ถ้าพูดถึงการใช้งานจริง R134A แทบจะเป็นสารมาตรฐานของระบบแอร์รถยนต์ทั่วโลก นอกจากนี้ยังใช้ในตู้เย็น ตู้แช่ตามบ้านและร้านค้า รวมถึงระบบชิลเลอร์ในอาคารหรือโรงงานอุตสาหกรรมบางประเภทด้วย

📌จุดเด่นของมัน

ข้อดีหลักๆ ที่ทำให้ R134A ได้รับความนิยมคือ ค่า ODP (ตัวเลขที่บอกว่าสารนั้นทำลายโอโซนมากแค่ไหน) เท่ากับศูนย์ นั่นแปลว่าปลอดภัยต่อชั้นโอโซนอย่างสมบูรณ์ ต่างจาก R12 ที่มีค่า ODP สูงสุด นอกจากนี้ยังไม่ติดไฟ ใช้งานได้ค่อนข้างปลอดภัย จึงเป็นเหตุผลที่อุตสาหกรรมยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้าเลือกใช้กันอย่างแพร่หลาย

ส่วนเรื่องค่า GWP (ตัวเลขที่บอกว่าสารนั้นทำให้โลกร้อนมากแค่ไหนเมื่อเทียบกับ CO2) ต้องบอกตามตรงว่าของ R134A ยังถือว่าค่อนข้างสูงอยู่ คือประมาณ 1,430 ในขณะที่ R12 อยู่ที่ราวๆ 10,900 เห็นได้ว่า R134A ทำให้โลกร้อนน้อยกว่า R12 ราวๆ 7-8 เท่า ซึ่งดีขึ้นกว่าเดิมมากก็จริง แต่ก็ยังไม่ใช่สารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแบบสุดๆ

📌ข้อควรระวัง

แม้ค่า GWP ของ R134A จะต่ำกว่า R12 อยู่มาก แต่ก็ยังจัดว่าเป็นสารที่ส่งผลต่อภาวะโลกร้อนพอสมควรถ้าเทียบกับสารทำความเย็นรุ่นใหม่ๆ ดังนั้นการใช้งานจึงควรระมัดระวังเรื่องการรั่วไหล และควรบำรุงรักษาระบบแอร์หรือระบบทำความเย็นอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดโอกาสที่น้ำยาจะรั่วออกสู่ชั้นบรรยากาศ

📌แล้วอนาคตจะเป็นยังไง

ทุกวันนี้อุตสาหกรรมเริ่มมองหาสารทำความเย็นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่านี้มาทดแทน R134A กันแล้ว ตัวที่ถูกพูดถึงมากคือ R-1234yf ซึ่งมีค่า GWP ต่ำกว่ามาก (อยู่ในหลักหน่วยเท่านั้น) และเริ่มถูกนำมาใช้ในรถยนต์รุ่นใหม่ๆ แทนที่ R134A แล้วในหลายประเทศ

โดยสรุปแล้ว R134A ยังเป็นสารทำความเย็นที่ใช้งานได้ดีและปลอดภัยต่อชั้นโอโซน แต่ก็ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายในเรื่องโลกร้อน จึงไม่แปลกที่วงการนี้กำลังค่อยๆ เปลี่ยนผ่านไปหาสารทำความเย็นรุ่นใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเรื่อยๆ